Category: นิทาน

นิทานเป็นเรื่องเล่าหรือเรื่องราวที่มีลักษณะเป็นการเล่าเพื่อการศึกษา ความบันเทิง หรือสอนบทเรียนบางอย่าง นิทานมักจะใช้ตัวละครที่เป็นมนุษย์หรือสัตว์และมักจะมีข้อคิดหรือบทเรียนในตอนจบที่ต้องการสื่อถึงผู้ฟังหรือลูกหลาน นิทานมีหลายหมวดหมู่ ซึ่งสามารถจัดประเภทได้ตามลักษณะและเนื้อหาของเรื่องราว ดังนี้:

  1. นิทานพื้นบ้าน: เป็นนิทานที่สืบทอดมาจากรุ่นสู่รุ่นในวัฒนธรรมท้องถิ่น อาจจะเป็นเรื่องราวของวีรบุรุษ คนมีความสามารถพิเศษ หรือสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะพิเศษ เช่น “นิทานกริมม์” หรือ “นิทานอีสป”
  2. นิทานปรัมปรา: เป็นนิทานที่มีลักษณะเป็นตำนาน หรือเรื่องเล่าที่มีการสร้างสรรค์ขึ้นเพื่ออธิบายเหตุการณ์หรือสิ่งต่าง ๆ ในอดีต เช่น เรื่องราวของเทพเจ้าและวีรบุรุษในวรรณกรรมของกรีกหรือโรมัน
  3. นิทานสำหรับเด็ก: เป็นนิทานที่เขียนขึ้นโดยเฉพาะเพื่อเด็ก โดยมักจะมีภาพประกอบและบทเรียนที่เหมาะสมกับวัยเด็ก เช่น เรื่องราวของสัตว์ที่พูดได้ หรือเรื่องราวที่มีความซับซ้อนน้อยกว่าผู้ใหญ่
  4. นิทานที่มีข้อคิด: นิทานประเภทนี้มักจะมีข้อคิดหรือบทเรียนที่ชัดเจนในตอนจบ เช่น การสอนคุณธรรม ความกล้าหาญ หรือความซื่อสัตย์ นิทานประเภทนี้มักใช้เพื่อให้ผู้ฟังหรือผู้อ่านได้คิดและสะท้อนตัวเอง
  5. นิทานแฟนตาซี: เป็นนิทานที่มีองค์ประกอบของโลกแฟนตาซีหรือเหนือจริง เช่น เวทมนตร์ มนุษย์ต่างดาว หรือสิ่งมีชีวิตที่ไม่ได้มีอยู่จริง นิทานประเภทนี้มักจะมีการผจญภัยและความมหัศจรรย์เป็นส่วนใหญ่

แต่ละหมวดหมู่ของนิทานสามารถสื่อถึงคุณค่าหรือบทเรียนที่แตกต่างกัน และแต่ละชนิดก็มีวิธีการเล่าและลักษณะเฉพาะที่ทำให้เรื่องราวมีความหลากหลายและน่าสนใจ

สิงโตกับคนตัดไม้

นิทานสิงโตกับคนตัดไม้

กาลครั้งหนึ่ง มีสิงโตตัวใหญ่และน่าเกรงขามอาศัยอยู่ในป่าลึก มันเป็นสัตว์ที่แข็งแกร่งที่สุดในป่า ทำให้สัตว์ทุกตัวต่างเกรงกลัว วันหนึ่ง สิงโตเดินทางผ่านหมู่บ้านเล็ก ๆ และบังเอิญพบกับคนตัดไม้ผู้หนึ่งกำลังทำงานอย่างขยันขันแข็งอยู่ที่ขอบป่า คนตัดไม้ใช้ขวานฟันต้นไม้อย่างชำนาญ โดยไม่รู้ว่าสิงโตกำลังมองดูอยู่จากระยะไกล สิงโตอยากรู้ว่ามนุษย์ผู้แข็งแกร่งที่สุดในหมู่บ้านมีพลังขนาดไหน จึงเดินเข้าไปหาเพื่อทดสอบความกล้าหาญของคนตัดไม้ เมื่อสิงโตมาถึง คนตัดไม้ไม่ได้แสดงท่าทีตื่นตกใจแม้แต่น้อย เขาหันมายิ้มและพูดว่า “เจ้าสิงโต เจ้าคงเป็นราชาแห่งป่าใช่ไหม แต่เจ้าไม่ใช่สิ่งที่ข้าต้องกลัวหรอก” สิงโตประหลาดใจมากและถามว่า “ทำไมเจ้าจึงไม่กลัวข้า ข้าเป็นสัตว์ที่น่าเกรงขามที่สุดในป่า!” คนตัดไม้ตอบอย่างเรียบง่ายว่า “ข้าไม่ได้กลัวเจ้า เพราะข้ารู้ว่า หากข้ามีสติและใช้ปัญญา ข้าก็สามารถเอาชนะเจ้าด้วยเครื่องมือของข้าได้” สิงโตฟังแล้วรู้สึกทึ่งในความกล้าหาญและปัญญาของคนตัดไม้ มันจึงเดินจากไปโดยไม่คิดทำร้าย นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: ความกล้าหาญและปัญญาสามารถเอาชนะความน่าเกรงขามและความแข็งแกร่งได้

หมาจิ้งจอกกับพงหนาม

นิทาน หมาจิ้งจอกกับพงหนาม : The Fox and the Thorns

วันหนึ่ง หมาจิ้งจอกตัวหนึ่งกำลังเดินเล่นอยู่ในป่า ขณะที่มันกำลังวิ่งไล่ตามนกตัวหนึ่งด้วยความสนุก มันก็ไม่ทันระวัง และพลาดตกลงไปในพงหนาม พงหนามนั้นเต็มไปด้วยกิ่งหนามแหลมคม หมาจิ้งจอกรู้สึกเจ็บปวดและทรมานอย่างมาก หมาจิ้งจอกพยายามดิ้นรนเพื่อหนีออกจากพงหนาม มันคิดว่าถ้าหากยิ่งดิ้นแรง หนามที่เกี่ยวอยู่ตามตัวจะหลุดออกไป แต่ทุกครั้งที่มันดิ้น หนามก็ยิ่งฝังลึกลงไปในผิวหนังของมันมากขึ้น ทำให้มันเจ็บมากกว่าเดิม สุดท้าย หมาจิ้งจอกหยุดดิ้นและเริ่มคิดทบทวนใหม่ มันค่อย ๆ สงบลงและค่อย ๆ เคลื่อนตัวอย่างระมัดระวังจนสามารถหลุดออกมาจากพงหนามได้โดยไม่ได้รับบาดเจ็บมากขึ้น นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ในบางสถานการณ์ การใจร้อนและแก้ปัญหาโดยไม่คิดอาจทำให้ปัญหาหนักขึ้น การใจเย็นและใช้สติในการแก้ปัญหาเป็นสิ่งสำคัญ

กากับหอยแมลงภู่

นิทาน กากับหอยแมลงภู่ : The Crow and the Mussels

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีอีกาตัวหนึ่งอาศัยอยู่ใกล้ชายทะเล มันเป็นนกที่ฉลาดและมักจะหาวิธีหากินได้อย่างชาญฉลาด วันหนึ่งขณะที่มันกำลังหาอาหารอยู่ มันเห็นหอยแมลงภู่จำนวนมากบนชายฝั่ง หอยพวกนั้นดูน่าอร่อย แต่มันปิดเปลือกแน่นจนอีกาไม่สามารถใช้จะงอยปากของมันเปิดออกได้เลย อีกาพยายามอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ มันจึงบินขึ้นไปบนยอดไม้สูงเพื่อครุ่นคิด จากที่สูงอีกามองเห็นคลื่นที่ซัดเข้าฝั่ง ทำลายทุกสิ่งที่ขวางทางมัน อีกาก็เลยเกิดความคิดขึ้นมา ถ้าคลื่นทะเลสามารถทำลายหินได้ บางทีอาจจะทำให้เปลือกหอยแตกได้เช่นกัน อีกาจึงโฉบลงไป คาบหอยแมลงภู่อันหนึ่งแล้วบินขึ้นไปสูง เมื่อถึงความสูงที่เหมาะสม มันก็ปล่อยหอยลงมากระแทกกับโขดหินเบื้องล่าง ด้วยเสียงดัง “เป๊าะ” เปลือกหอยก็แตกออก เผยให้เห็นเนื้อในที่น่าอร่อย อีกาจึงบินลงมากินอย่างอิ่มเอมใจ หลังจากนั้น อีกาก็ใช้วิธีนี้กับหอยแมลงภู่ตัวอื่น ๆ มันปล่อยหอยจากที่สูงจนเปลือกแตกและได้กินเนื้อในทุกครั้ง นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เมื่อเผชิญกับปัญหาที่ยากลำบาก บางครั้งเราต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และใช้เครื่องมือที่เรามีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด…

หมาป่ากับแกะ

นิทาน หมาป่ากับแกะ : The story of the wolf and the sheep

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในทุ่งหญ้าที่เงียบสงบแห่งหนึ่ง มีกลุ่มฝูงแกะอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ทุกวันพวกแกะจะออกไปหาหญ้ากินตามทุ่งโดยไม่ต้องกังวลเรื่องอันตรายใด ๆ เพราะพวกมันมีสุนัขเลี้ยงแกะคอยเฝ้าระวังอยู่เสมอ แต่แล้ววันหนึ่ง หมาป่าผู้หิวโหยก็ปรากฏตัวขึ้น มันเฝ้าดูแกะมาหลายวันและพยายามหาทางจับแกะกินเป็นอาหาร ทว่าไม่สามารถทำได้เพราะสุนัขเลี้ยงแกะคอยเฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลา หมาป่าจึงคิดแผนการอันชาญฉลาดขึ้นมา มันไปพบซากแกะที่ตายแล้ว จึงลอกหนังแกะออกมาสวมใส่ หมาป่าปลอมตัวเป็นแกะและเดินเข้าไปในฝูงแกะโดยไม่มีใครสงสัย แม้แต่สุนัขเลี้ยงแกะก็ไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติ หมาป่าเดินปะปนอยู่ในฝูงแกะราวกับมันเป็นหนึ่งในฝูง จากนั้นหมาป่าก็ค่อย ๆ เลือกเหยื่อของมันอย่างใจเย็น เมื่อค่ำลงและฝูงแกะกลับเข้าคอก หมาป่าก็ยังอยู่ในฝูงด้วย มันเลือกจับแกะตัวที่อ้วนที่สุดมากินเป็นอาหารในยามกลางคืน โดยที่ไม่มีใครรู้ว่ามีหมาป่าอยู่ในฝูงแกะ วันต่อมา หมาป่าก็ทำแบบเดิมอีกครั้ง มันอิ่มท้องทุกคืนจากการปลอมตัวเป็นแกะ วันหนึ่ง คนเลี้ยงแกะสังเกตเห็นว่ามีแกะหายไปเรื่อย ๆ เขาจึงเฝ้าดูพฤติกรรมของฝูงแกะอย่างใกล้ชิด…

ไก่กับพระอาทิตย์

นิทาน ไก่กับพระอาทิตย์ [The story of the chicken and the sun]

กาลครั้งหนึ่ง มีไก่ตัวหนึ่งที่อาศัยอยู่ในฟาร์ม มันเป็นไก่ที่มีนิสัยชอบขันทุกเช้าตรู่ ไก่ตัวนี้เชื่อว่าเมื่อมันขัน พระอาทิตย์จึงจะขึ้นมาให้แสงสว่างและเริ่มต้นวันใหม่ ไก่จึงขันอย่างตั้งใจทุกเช้าโดยไม่ขาด เชื่อมั่นว่าตนเองเป็นผู้ทำให้โลกสว่างและพระอาทิตย์ขึ้น วันหนึ่ง ไก่ตื่นสายและไม่ทันได้ขันในเวลาปกติ มันรู้สึกกังวลใจอย่างมาก เพราะคิดว่าถ้าตนไม่ขัน พระอาทิตย์จะไม่ขึ้น แต่แล้วเมื่อมันออกมานอกเล้า มันก็พบว่าพระอาทิตย์ขึ้นมาแล้วโดยที่ไม่ต้องอาศัยเสียงขันของมันเลย ไก่รู้สึกตกใจและอายที่ตัวเองเคยเข้าใจผิดมาตลอด มันจึงได้เรียนรู้ว่าโลกยังคงดำเนินไปตามวิถีของมันเอง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตนแต่อย่างใด ข้อคิด:นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เราไม่ควรคิดว่าตนเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง เพราะบางครั้งสิ่งต่างๆ ในโลกไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรา ความถ่อมตนและการเข้าใจในความเป็นจริงจะช่วยให้เรามีชีวิตที่สงบสุขยิ่งขึ้น

ลากับหนังสิงโต

นิทาน ลากับหนังสิงโต [The story of the donkey and the lion skin]

กาลครั้งหนึ่ง มีลาตัวหนึ่งที่มักรู้สึกด้อยค่าตัวเอง มันคิดว่าไม่มีใครกลัวมันเพราะมันเป็นเพียงแค่ลา วันหนึ่ง ลาเดินไปเจอหนังสิงโตที่ชาวนายิงทิ้งไว้ หนังสิงโตนั้นดูน่าเกรงขามมาก ลาจึงเกิดความคิดว่า ถ้าหากมันใส่หนังสิงโตนี้ มันจะดูเหมือนสิงโตและทำให้สัตว์ทั้งหลายหวาดกลัว ลาใส่หนังสิงโตคลุมตัวเองไว้และเริ่มเดินไปรอบๆ ป่า สัตว์ต่างๆ ที่เห็นลาคลุมหนังสิงโตต่างก็วิ่งหนีด้วยความตกใจ เพราะคิดว่าเป็นสิงโตจริงๆ ลารู้สึกภูมิใจในตัวเองมาก มันเริ่มคุยโวและส่งเสียงร้องดังลั่น แต่ทันทีที่มันอ้าปากร้อง เสียงที่ออกมานั้นเป็นเสียงร้องของลาไม่ใช่สิงโต สัตว์ทั้งหลายที่วิ่งหนีจึงรู้ความจริง และกลับมาหัวเราะเยาะลาอย่างสนุกสนาน ในที่สุด ชาวนาที่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นก็เข้ามาถอดหนังสิงโตออกจากตัวลาและสั่งสอนว่า “เจ้าจะเป็นใครก็ต้องเป็นตัวของตัวเอง การปลอมตัวเป็นสิ่งที่เจ้าไม่ใช่นั้นจะนำมาซึ่งความอับอาย” ข้อคิด:นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การพยายามปลอมตัวเป็นสิ่งที่เราไม่ใช่ หรือการพยายามหลอกลวงผู้อื่นเพื่อให้ได้ความเคารพหรือความกลัว ไม่สามารถทำได้ยาวนาน สุดท้ายความจริงจะปรากฏ และเราจะได้รับความอับอายกลับมาแทน

มดกับตั๊กแตน

นิทาน มดกับตั๊กแตน : The story of the ant and the grasshopper

กาลครั้งหนึ่งในฤดูร้อนอันอบอุ่น มดขยันขันแข็งตัวหนึ่งกำลังทำงานเก็บเมล็ดพืชและอาหารเข้าสู่รังของมันเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง มันทำงานไม่หยุดหย่อน เดินไปกลับระหว่างรังกับทุ่งหญ้าด้วยความขยันขันแข็ง ในเวลาเดียวกัน ตั๊กแตนซึ่งชอบเล่นดนตรีและร้องเพลง ไม่สนใจที่จะทำงานหรือเก็บอาหาร มันร้องเพลงอย่างสนุกสนานและหัวเราะเยาะมด “ทำไมเจ้าต้องทำงานหนักในวันที่อากาศดีอย่างนี้? มาพักผ่อนและร้องเพลงกับข้าดีกว่า!” มดตอบกลับอย่างสงบว่า “ข้ากำลังเตรียมอาหารไว้สำหรับฤดูหนาวที่จะมาถึง ถ้าเจ้าไม่เตรียมตัวไว้ เจ้าจะไม่มีอาหารกินเมื่อลมหนาวพัดมา” ตั๊กแตนยังคงหัวเราะเยาะมดและพูดว่า “ฤดูหนาวยังอีกนาน ข้าไม่จำเป็นต้องกังวล” จากนั้นมันก็เล่นดนตรีต่อไปโดยไม่สนใจคำเตือนของมด เวลาผ่านไป ฤดูหนาวมาถึง ทุ่งหญ้ากลายเป็นน้ำแข็งและอาหารหายาก ตั๊กแตนที่ไม่ได้เตรียมอาหารไว้ก็เริ่มรู้สึกหิว มันจึงไปหามดและขอแบ่งปันอาหาร มดที่เตรียมอาหารไว้อย่างเพียงพอ สามารถอยู่รอดได้ในฤดูหนาว แต่ตั๊กแตนกลับต้องทนกับความหนาวและหิวโหยเพราะความประมาทของตนเอง ข้อคิด:นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การขยันทำงานและเตรียมตัวล่วงหน้าเป็นสิ่งสำคัญ อย่ามัวแต่สนุกสนานหรือประมาทในเวลาที่ควรทำงาน เพราะผลของการเตรียมพร้อมจะทำให้เรารอดพ้นจากความลำบากในอนาคต

ลิงได้แหวน

นิทาน ลิงได้แหวน : The story of the monkey getting the ring

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีกลุ่มลิงอาศัยอยู่ในป่าลึก วันหนึ่ง ขณะที่ลิงตัวหนึ่งกำลังเดินเล่นตามปกติ มันได้พบแหวนทองคำวงหนึ่งตกอยู่บนพื้น แหวนวงนี้เป็นของมีค่า ลิงเห็นแสงวาววับของแหวนก็รู้สึกตื่นเต้นและคิดว่าแหวนนี้จะทำให้มันมีอำนาจและความสุข ลิงจึงสวมแหวนไว้ที่นิ้วและภูมิใจมาก เมื่อกลับไปถึงกลุ่มลิงเพื่อนๆ ต่างสนใจแหวนวงนี้ พากันชมเชยและแสดงความอิจฉา ลิงจึงคิดว่าแหวนทำให้มันเหนือกว่าลิงตัวอื่นๆ มันเริ่มแสดงความหยิ่งยโส คุยโวและใช้แหวนเป็นเครื่องหมายของความเป็นผู้นำ ลิงมัวแต่สนใจแหวนทองคำและไม่ใส่ใจสิ่งอื่นๆ มันเอาแต่หมุนแหวนเล่นจนสุดท้ายแหวนหลุดจากนิ้วและกลิ้งตกลงไปในแม่น้ำ ลิงพยายามลงไปตามหาแหวนในน้ำ แต่ไม่สามารถหาเจอ ลิงเสียใจมาก และตระหนักได้ว่าความสุขและคุณค่าของตนเองไม่ได้อยู่ที่สิ่งของภายนอกหรือแหวนทองคำ แต่เป็นสิ่งที่อยู่ภายในตัวของมันเอง ข้อคิด:นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การยึดติดกับสิ่งของภายนอกหรือสิ่งที่ดูมีคุณค่าอย่างชั่วคราวนั้นไม่ทำให้เรามีความสุขอย่างแท้จริง คุณค่าของคนไม่ได้อยู่ที่สิ่งของที่ครอบครอง แต่เป็นความดีและความจริงใจที่มีอยู่ในตัวเราเอง

เต่ากับกระต่าย

นิทาน เต่ากับกระต่าย

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วในป่าใหญ่ มีกระต่ายตัวหนึ่งที่ขึ้นชื่อเรื่องความเร็ว กระต่ายนั้นมักจะเยาะเย้ยสัตว์อื่นๆ ว่าไม่มีใครสามารถวิ่งเร็วได้เท่าตน วันหนึ่ง กระต่ายได้พบกับเต่าที่เดินอย่างช้าๆ กระต่ายหัวเราะเยาะเต่าและพูดว่า “เจ้าช่างช้าเสียจริง ข้าแค่กระโดดนิดเดียวก็ไปไกลกว่าเจ้าหลายเท่า” เต่าแม้จะเดินช้า แต่ก็ไม่ท้อถอย มันตอบกลับกระต่ายว่า “บางครั้ง ความเร็วไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดหรอก ความสม่ำเสมอต่างหากที่ทำให้ถึงเป้าหมายได้” กระต่ายหัวเราะเยาะและท้าทายเต่าว่า “ถ้าเจ้าเชื่ออย่างนั้นจริงๆ มาลองวิ่งแข่งกันดีกว่า แล้วจะได้เห็นว่าใครถึงเส้นชัยก่อน!” เต่ารับคำท้าด้วยความสงบและไม่ลังเล วันต่อมา สัตว์ป่าได้มาชุมนุมกันเพื่อเป็นพยานในการแข่งขัน กระต่ายมั่นใจว่ามันจะชนะการแข่งขันโดยง่าย เมื่อสัญญาณเริ่มการแข่งขันดังขึ้น กระต่ายก็พุ่งออกตัวไปด้วยความเร็วสูง ทิ้งเต่าไว้ไกลด้านหลัง กระต่ายวิ่งไปจนเหนื่อยและรู้สึกว่ามันวิ่งไปไกลมากจนเต่าไม่มีทางตามทันได้ มันจึงหยุดพักใต้ต้นไม้และหลับสนิทไปด้วยความประมาท ในขณะนั้น เต่าก็เดินไปอย่างช้าๆ…

นิทาน หนูในหีบ

นิทาน หนูในหีบ

ในหมู่บ้านเล็กๆ หนูตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่ซึ่งมีหีบไม้สวยงามวางอยู่มุมหนึ่งของห้อง หนูตัวนี้มีชื่อว่า “น้อยหน่า” ซึ่งเป็นหนูที่ฉลาดและมีความคิดสร้างสรรค์ วันหนึ่ง น้อยหน่าตัดสินใจที่จะสำรวจหีบไม้ในบ้าน หลังจากที่เห็นเจ้าของบ้านเปิดหีบไม้และนำของออกไป หลายครั้งแล้ว มันรู้สึกอยากรู้ว่ามีอะไรอยู่ในนั้น เมื่อได้โอกาส น้อยหน่าก็ปีนขึ้นไปที่หีบไม้และเปิดฝาหีบออก พบว่าในหีบมีของล้ำค่าและของเก่าแก่หลายชิ้น แต่ที่สำคัญที่สุดคือมีขนมที่อร่อยอยู่มากมาย น้อยหน่าตื่นเต้นและเริ่มทานขนมที่พบในหีบ หลังจากทานขนมไปแล้ว น้อยหน่าก็รู้สึกถึงความไม่สบายใจ มันเริ่มรู้สึกว่ามันไม่ควรอยู่ในหีบไม้ซึ่งเป็นของของเจ้าของบ้าน และมันรู้สึกผิดที่กินขนมโดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อเจ้าของบ้านกลับมาถึงบ้าน เขาพบว่ามีขนมหายไปจากหีบไม้ และพบรอยเท้าของหนูอยู่ในหีบ เจ้าของบ้านตัดสินใจตามหาหนูและพบกับน้อยหน่า น้อยหน่าออกมาจากหีบไม้และพูดว่า “ฉันขอโทษที่เข้ามาในหีบไม้และกินขนมของท่าน ฉันแค่รู้สึกอยากรู้อยากเห็นและไม่คิดว่าจะทำให้ท่านไม่พอใจ” เจ้าของบ้านยิ้มและพูดว่า “ไม่เป็นไร ฉันเข้าใจว่าความอยากรู้อยากเห็นนั้นเป็นธรรมชาติของทุกคน แต่ครั้งหน้าอย่าลืมขออนุญาตก่อนที่จะเข้ามาในที่ที่ไม่ใช่ของตนเอง”…